เล็บปลอม (เล็บปลอม) เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนชอบทำ บางคนชอบตกแต่งลวดลายบนเล็บให้ดูสวยงามตามแฟชั่น หรือบางคนอาจยืดเล็บให้ยาวขึ้นเพื่อให้นิ้วดูยาวขึ้นและบางลง แม้แต่เล็บปลอมก็มักจะไม่ทำให้เล็บของคุณเสียหาย แต่การสัมผัสกับสารเคมีจากการทำเล็บบ่อยๆ อาจทำให้เล็บของคุณอ่อนแอได้ และในบางกรณีอาจเกิดการติดเชื้อที่เล็บได้

เล็บปลอมมีหลายประเภทและมักตั้งชื่อตามวัสดุที่ใช้ในการทำเล็บ ประเภทที่นิยมในหมู่สาว ๆ ที่ชอบทำเล็บคือเล็บเจลและเล็บอะคริลิคซึ่งดูดีกว่าและยาวนานกว่าเล็บปลอมแบบอื่น ในบทความนี้ ผมจะชวนทุกคนอ่านเกี่ยวกับเล็บปลอมแต่ละประเภท รวมถึงข้อควรระวังและวิธีดูแลเล็บให้แข็งแรง

ข้อควรรู้ก่อนทำเล็บปลอม เพื่อไม่ให้เล็บเสียหาย

ประเภทเล็บปลอมที่ควรรู้

เล็บปลอมที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ เล็บปลอมแบบเคมี เล็บอะคริลิค และเล็บเจล ซึ่งต้องใช้ช่างผู้ชำนาญในการทำที่ร้านทำเล็บ และอีกแบบคือเล็บปลอมแบบพลาสติกที่สาวๆหลายคนชอบซื้อติดไว้ มีหลายวิธีในการทาเล็บปลอมและข้อควรระวังบางประการอาจทำให้เล็บเสียหายได้

เล็บอะคริลิค

เล็บอะคริลิคเป็นเล็บปลอมชนิดหนึ่งที่ทำจากอะคริลิกโพลีเมอร์ผสมกับโมโนเมอร์เพื่อสร้างเจล ช่างทำเล็บจะตะไบเล็บที่หยาบเล็กน้อยเพื่อให้เล็บที่ยึดติดเข้ากับเล็บจริงได้ดีกว่า ทายาทาเล็บ ต่อไปจะทาเจลอะคริลิกผสมบริเวณเล็บ และได้รูปทรงตามต้องการ ทิ้งไว้ครู่หนึ่งอะคริลิคจะแห้งและเกาะติดกับเล็บจริง

SEE ALSO  เชื้อรา อันตรายแค่ไหน ป้องกันได้อย่างไร ? | Drzen

โดยปกติเล็บอะคริลิคจะอยู่ได้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อฟื้นฟูความงามของเล็บ คุณต้องขอให้ช่างทำเล็บเติมฐานสี และการถอดเล็บอะคริลิกออกไม่ได้ในทันที เล็บควรแช่ในอะซิโตนเพื่อให้ลอกออกได้ง่าย

เล็บเจล

การทำเล็บเจลนั้นคล้ายกับการทำเล็บปกติโดยไม่ต้องใช้วัสดุเพิ่มเติมใดๆ ที่ติดอยู่บนเล็บ เช่น เล็บอะคริลิก แต่ยาทาเล็บที่ใช้เป็นแบบเจล ซึ่งจะต้องทำให้สีเจลแห้งสนิท และรักษารูปทรงด้วยไดร์เป่าผมรังสียูวี (ยูวี)

เล็บเจลมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเล็บอะคริลิก แต่อาจจำเป็นต้องเพิ่มสีรอบๆ โคนเล็บทุกๆ 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากเล็บจะยาวขึ้น และวิธีการถอดเล็บเจลก็เหมือนกับการถอดเล็บอะคริลิก ขั้นแรกให้แช่นิ้วของคุณในอะซิโตน เพื่ออำนวยความสะดวกในการล้างเจล

เล็บปลอมแบบพลาสติก

เล็บปลอมแบบพลาสติกเป็นชุดแต่งเล็บปลอมสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่มีแบบจำลองอยู่แล้วและราคาไม่แพง เล็บปลอมชนิดนี้เป็นที่นิยมของสาวๆ เพราะสามารถติดเองได้โดยใช้กาวที่ติดมากับเล็บปลอมเป็นพันธะ

SEE ALSO  กำจัดขนด้วยเลเซอร์ | Drzen

วิธีทาเล็บปลอมไม่ให้เล็บหัก?

การต่อเล็บปลอมต้องดำเนินการโดยช่างผู้ชำนาญ เพราะการทำเล็บเองโดยที่ไม่รู้และเข้าใจวิธีการทำเล็บอาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการเล็บเสียหายและติดเชื้อได้ โดยการแก้ไขเล็บปลอมหรือเล็บปลอมให้แน่ใจมีคำแนะนำดังนี้

  • เลือกร้านทำเล็บที่จดทะเบียนถูกต้อง รวมถึงการเลือกช่างทำเล็บที่ได้รับการฝึกอบรมและใบอนุญาต
  • ทางร้านและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเล็บ เช่น ตะไบเล็บ น้ำยาล้างเล็บ และกรรไกรตัดเล็บ จะต้องทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยเอทิลแอลกอฮอล์เสมอ หรืออาจนำอุปกรณ์ทำเล็บส่วนตัวมาเอง และช่างทำเล็บต้องล้างมือก่อนเข้ามาทำเล็บให้เรา
  • เล็บเจลและเล็บอะคริลิคไม่ควรถอดด้วยตัวเอง เพราะจำเป็นต้องใช้น้ำยาพิเศษในการถอดเล็บปลอม ดังนั้นช่างจึงต้องมีความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการทำความสะอาดเล็บ
  • หากคุณทำเล็บเจล ให้เลือกร้านทำเล็บที่ใช้เครื่องอบเล็บแบบไฟ LED แทนเครื่องอบเล็บแบบใช้แสงยูวี และทาครีมกันแดดที่มือก่อนทาเล็บเจล
  • ถ้าเป็นไปได้ บอกช่างให้งดเว้นการตัดแต่งพื้นที่เล็บจมูก (หนังกำพร้า) เนื่องจากอาจทำให้เกิดรอยแตกระหว่างเล็บกับเนื้อเยื่อใต้เล็บได้ นี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ
  • อย่าทาเล็บปลอมที่เป็นพลาสติกที่ถอดออกโดยไม่ได้ทำความสะอาดซ้ำ เพราะเขาอาจเสี่ยงต่อการติดเล็บ
  • ควรซื้อเล็บปลอมแบบพลาสติกกับแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และผู้ที่ไวต่อสารเคมีในกาวติดเล็บควรสวมหน้ากากเมื่อทำเล็บ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมสารเคมีที่ระคายเคือง
  • ทาครีมหรือโลชั่น.ทำเล็บและมือเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังจากล้างเล็บด้วยสารละลายอะซิโตน
  • หลีกเลี่ยงการต่อเล็บหรือเล็บเท้าบ่อยๆ และคุณควรพักเล็บทุกๆ 2 เดือนหลังจากการต่อเล็บ เพื่อลดการสัมผัสสารเคมีจากการทำเล็บ
  • หลีกเลี่ยงการทำเล็บหากคุณมีเชื้อราที่เล็บ การต่อเล็บปลอมเพื่อปกปิดการติดเชื้ออาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้
  • หากมีอาการเจ็บที่เล็บ หากคุณมีอาการแพ้สารเคมีที่ใช้ในการทำเล็บ เช่น มีผื่นแดง คันที่นิ้วมือ ใบหน้าและลำคอ คุณควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
SEE ALSO  รูขุมขนกว้าง จัดการอย่างไร | Drzen

การทาเล็บปลอมเป็นการตกแต่งเล็บให้สวยงามและติดทนนานกว่ายาทาเล็บทั่วไป แต่การสัมผัสกับสารเคมีจากการทำเล็บบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองและเล็บเปราะ อ่อนแอ และฉีกขาดได้ง่าย นอกจากนี้ หากรอยต่อระหว่างเล็บจริงกับเล็บปลอม อาจเกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้นอย่าทำเล็บบ่อยเกินไป เลือกร้านที่ผ่านการรับรองและมีช่างมืออาชีพ และหากมีอาการบาดเจ็บ แพ้สารเคมี หรือความผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษา

#ขอควรรกอนทำเลบปลอม #เพอปองกนเลบพง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น